อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัดคือ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก อ.ด่านซ้าย จ.เลย อ.หล่มัก จ.เพชรบูรณ์ ครอบคลุมพื้นที่ 191,875 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2527 เป็นเทือกเขาที่มีภูมิทัศน์สวยงาม มีผืนป่าใหญ่เขียวชอุ่มปกคลุมทั้งปี มีลานหินกว้างซึ่งมีแห่งนี้รอยแตกเป็นร่องยาว และลึกอยู่มาก บางตอนเป็นหน้าผาสูงชัน ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นยุทธภูมิสำคัญทางประวัติศาสตร์ ของความขัดแย้งทางลัทธิ และแนวคิดทางการเมือง นับเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจในการท่องเที่ยว
แหล่งท่องเที่ยวในอุทยานฯ มีลักษณะเด่น ดโยแบ่งเป็น 2 อย่างดังนี้
1. แหล่งท่องเที่ยวททางประวัติศาสตร์ คือมีสถานที่ต่างๆ ที่อดีต ผกค.เคยใช้เป็นที่อยู่อาศัย ประกอบกิจกรรมต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมายหลายแห่ง และได้รับการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพเดิม
- พิพิธภัณฑ์การสู้รบ หรือศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อยู่ใกล้กับที่ทำการอุทยานฯ เป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสู้รบ มีภาพแผนภูมิ ข้อมูลเอกสารเผยแพร่ของลัทธิคอมมิวนิสต์ และยังมีนิทรรศการด้านธรรมชาติวิทยาภูหินร่องกล้าจัดแสดง พร้อมทั้งมีจัดห้องประชุม สัมมนาสามารถรองรับคนได้ 80 ท่าน สถานที่นี่ยังมีข้อมูลสำหรับการท่องเที่ยวภายในอุทยานไว้บริการนักท่องเที่ยว
- โรงเรียนการเมือง การทหาร อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 6 กิโลเมตร ใช้เป็นที่ให้การศึกษาตามแนวทางของลัทธิคอมมิวนิสต์ แบ่งเป็นบ้านฝ่ายต่างๆ สถานพยาบาล เรียงรายกันอยู่อย่างเป็นระเบีย
- สำนักอำนาจรัฐ อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นสถานที่ดำเนินการปกครอง และพิจารณาลงโทษผู้กระทำความผิด มีคุก สถานที่ทอผ้า และโรงซ่อมเครื่องจักรต่างๆ
2. แหล่งความงามตามธรรมชาติ ซึงลักษณะทางธรณีวิทยามีลัฏษณะพิเศษที่น่าพิศวง
- ลานหินแตก อยู่ห่างจากฐานพัชรินทร์ ประมาณ 300 เมตร ลักษณะเป็นลานหินที่มีรอยแตกเป็นร่องแนวยาว ขนาดแคบบ้าง กว้างบ้าง ส่วนความลึกไม่สามารถคะเนได้ รอบๆบริเวณปกคลุมด้วยมอสไลเคน ตะไคร่ เฟริ์น และกล้วยไม้ป่าชนิดต่างๆ
- ลานหินปุ่ม อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นหน้าผา มีลักษณะเป็นหินตะปุ่มตะป่ำ คาดว่าเกิดจากการสึกกร่อนตามธรรมชาติ และบริเวณนี้เคยใช้เป็นที่พักฟื้นของคนไข้ในโรงพยาบาล
- ผาชูธง อยู่ห่างจากลานหินปุ่ม ประมาณ 500 เมตร เป็นหน้าผาสูงชัน สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล เป็นสถานที่ ที่ผกค.รบชนะจะขึ้นไปชูธงแดง
- น้ำตกศรีพัชรินทร์ ได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป้นอนุสรณ์ ให้กับทหารจากค่ายศรีพัชรินทร์ จ.ขอนแก่น ซึงเป็นทหารหน่วยแรกที่ขึ้นมาบนภูหินร่องกล้า น้ำตกศรพัชรินทร์มีความสูงประมาณ 200 เมตร มีลักษณะคล้ายน้ำตกเหวสุวัตที่เขาใหญ่ แต่มีขนาดเล็กกว่า บริเวณน้ำตกมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่เหมาะสำหรับลงเล่นน้ำ
- น้ำตกร่มเกล้า-ภราดร ห่างจากโรงเรียนการเมือง ประมาณ 600 เมตร มีทางแยกเดินลงไปน้ำตกร่มเกล้าก่อน และจากน้ำตกร่มเกล้า เดินลงไปอีกประมาณ 200 เมตรจะถึงน้ำตกภราดร ซึ่งมีลักษณะคล้ายน้ำตกร่มเกล้าที่เกิดจากลำธารเดียวกัน มีความสูงน้อยกว่า แต่กระแสน้ำจะแรงกว่าน้ำตกร่มเกล้า
- น้ำตกหมันแดง เป็นน้ำตกที่มีชั้นต่างๆ รวม 32 ชั้น มีต้นน้ำมาจากยอดเขาภูหมัน ไหลไปตามห้วยน้ำหมัน จะมีน้ำตลอดปี
เส้นทางประวัติศาสตร์แห่ง.....ภูหินร่องกล้า
เมื่อ พ.ศ. 2490 ชาวเขาเผ่าม้งได้อพยพมาจาทางภาคเหนือ เข้ามาอยู่ในเขตภูหินร่องกล้า และเขตเขาค้อ ได้ทำการบุกเบิกป่า ทำไร่ฝิ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่เข้าไปจับกุม และนำมาจำคุกทำให้เริ่มมีปัญหาขัดแย้งกันขึ้น และยังถูกการเอารัดเอาเปรียบจากการค้าฝิ่นเป็นประจำ จนทำให้มีความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ปี 2508 เป็นต้นมาคอมมิวนิสต์ได้เริ่มเข้ามาปลุกระดม โดยเอาปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวมาเป็นเงื่อนไข ทำให้ชาวเขาเผ่าม้งหันไปร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมีการแข็งข้อต่อเจ้าหน้าที่ และประกาศห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐ ขึ้นไปควบคุมดูแลพวกม้งบนเขาอีกต่อไป
ปี พ.ศ.2511–2515 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ( ผกท.) ได้ยึดขุนเขาในเขตงาน หรือฐานบัญชาการใหม่ โดยคาบเกี่ยว 3 จังหวัดคือ อ.ด่านซ้าย จ.เลย อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะภูมิประเทศ ตั้งอยู่กลาวเทือกเขาที่สูงชัน และสลับซับซ้อน เป็นป่ารกทึบเป็นสถานที่เอื้อำนวยที่จะเป็นเขตปลอดภัยสำหรับตั้งค่าย ผคท.จึงจัดตั้งเป็นฐานที่มั่นคง และเป็นศูนย์บัญชาการใหม่ ใช้ในการเผยแพร่คอมมิวนิสต์ ยังเป็นศูนย์กลางกระจายลัทธิคอมมิวนิสต์ไปยังเขาค้อ ภูขัด ภูเมี่ยง จนทำให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคง
ปี พ.ศ. 2515 ทางราชการได้เปิดยุทธการภูขวาง หรือเรียกว่านโยบาย “ ทหารนำการเมือง” เป็นการฝึกร่วมปี 15 ใช้รหัสว่า กฝร.15 โดยจัดกองพลผสมจาก กองทัพภาคที่ 1,2,3, ศูนย์การบินทหารบก ศูนย์สงครามพิเศษ ทหารเรือหน่วยนาวิกโยธิน ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน เข้าปฏิบัติการยึดภูหินร่องกล้า แต่ยึดไม่สำเร็จ
ปี พ.ศ. 2516-2519 เป็นยุคที่บรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยกำลังเบ่งบาน บทบาทของผู้ที่รักประชาธิปไตย สามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่ แต่หลังจากเหตุการ 6 ตุลาคม 2519 กลับมีมวลชนเข้าร่วมกับ พคท. เพิ่มมากขึ้นหลายพันคนมวลชนเหล่านี้ผิดหวังกับสภาพสังคม และการสูญเสียเพื่อนร่วมชาติ และอุดมการณ์ไปต่อหน้าต่อตา มวลชนเหล่านี้เป็นมันสมองของชาติ ส่วนใหญ่เป็นนิสิต นักศึกษา มีทั่งวิศวกร ครู แพทย์ นักประพันธ์ นักการเมือง แม้กระทั่งนักดนตรี ได้เดินทางเข้าสู่ป่า จับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล
จนกระทั่งปี 2523 รัฐบาลได้ประกาศนโยบาย 66/2523 และมีคำสั่ง 66/2525 ซึ่งเป็นนโยบาย “การเมืองนำการทหาร” โดยกองทัพภาคที่ 3 และหน่วยทหารผสมพลเรือนตำรวจ คือ พตท.1617 ได้ใช้ยุทธการ “ผาเมืองเผด็จศึก” ยึดเขาค้อได้ จากนั้นในเดือนตุลาคม พ.ศ.2524 พตท.33 เข้ามารับผิดชอบแทน พตท.1617 ได้เปิดยุทธการหักไพรีต่อพื้นที่บางส่วน (บ้านภูชัย) ของเขาค้อซึ่งเข้ายึดได้สำเร็จ ทำให้สถานการณ์ทางทิศใต้ของเขาค้อมีความสงบ และปลอดภัย
จากนั้น วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2525 พตท.33 เปิดยุทธการ “ผาเมืองเกรียงไกร” เข้ายึดพื้นที่ภูขัดภูเมี่ยง ได้สำเร็จทำให้ พคท. บนภูหินร่องกล้าไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ จากนั้นไม่นานชาวบ้าน และมวลชนต่างๆ ก็ได้ถยอยลงมามอบตัว พรอมทั้งอาวุธ รวมทั้งชาวม้งที่เป็นกองกำลังสำคัญ ด้วยเหตุผลที่ว่า “ในเมืองที่เขาคิดว่าสิ้นหวัง แต่ในป่าก็ไม่ได้ให้ความหวังอะไรกับเขา” ส่วนแกนนำ หรือหัวหน้าก็ได้ละทิ้งฐานที่มั่นไป จึงกล่าวได้ว่าพตท.33 ยึดภูหินร่องกล้าคืนมาได้ โดยไม่เสียเลืดเนื้อแต่อย่างใดเรื่องราวต่างๆ ที่ถูกจารึกไว้บนภูหินร่องกล้านี้ ไม่สามารถจะลบเลือนไปได้ มันยังคงติดตรึงและกลมกลืนไปกับธรรมชาติอันงดงาม ธรรมชาติเป็นตัวสั่งสมประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างแนบแน่น



