ข้อมูลท่องเที่ยว

     สิบสองปันนา หรือ นาสิบสองพัน ( นา 12,000 ผืน ) หรือ ดินแดน  12 เมือง อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนาน มีเชียงรุ้งเป็นเมืองหลวง  การเดินทางท่านจะได้สัมผัสความสวยงามของชนบทถึง  3 เทศ โดยผ่านด่านเชียงของฝั่งไทยเรา  ข้ามแม่น้ำโขงเข้าด้านห้วยทรายฝั่ง สปป.ลาว ท่านจะได้สัมผัสธรรมชาติของป่าที่อุดมสมบูรณ์ เขียวขจี  และวีถีคนชนบทของเมือง ภูคา เมืองหลวงน้ำทา และผ่านด่านที่เมืองบ่อเต็น สปป.ลาว ข้ามเข้าสู่จีนที่เมืองหล้า และเดินทางต่อไปที่เมืองเชียงรุ้ง เมืองแห่งนกยูงสิบสองปันนา มีชนเผ่าไทลื้อเป็นชาวพื้นเมือง

ตลาดเช้าไทลื้อ   เป็นแหล่งรวมสินค้าพื้นเมือง ช่วงเช้าอากาศเย็นสะบาย ท่านสามารถเลือกซื้อสินค้าพื้นเมือง ผักพื้นบ้าน ของป่า เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอาง ของใช้อื่นๆ ได้ที่ตลาดเช้าเชียงรุ้งตั้งแต่ 6 โงเช้าถึง 6 เย็น ตลาดตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงรุ้งเลย

โชว์พาราณสี     เป็นการแสดง ที่ดีที่สุดชุดหนึ่งของจีน มีการแสดงชุดต่างๆ กว่าสิบชุด การแสดงในแต่ละชุดมีการจัดฉากอย่างพิถีพิถัน และอลังการ ตื้นตาตื้นใจกับระบบแสง สี เสียงประกอบการแสดงที่ยอดเยี่ยม เพลินเพลิดกับทีมนักแสดงที่มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม มีท่วงท่าและลีลาการเต้นรำที่อ่อนช้อย การแสดงเป็นการจำลองภาพวิธีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ตำนาน เรื่องราวของชนกลุ่มน้อยในสิบสองปันนา เมือมาเยือนสิบสองปันนาไม่ควรพลาดการแสดงชุดเพราะคุ้มจริงๆ

หมู่บ้านกั่นหลั่นป้า   เป็นชุมชนของชาวไทลื้อขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง พื้นทีนี้เมื่อมองจากเบื่องสูงจะมีรูปร่างคล้ายมะขามป้อม ชาวบ้านจึงเรียกที่นี่ว่า กั่นหลั่นป้า คำว่า กั่นหลั่น นั้นหมายถึงมะขามป้อม สว่นคำว่าป้านั้นหมายถึงพื้นที่ราบเล่ากันว่าพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาถึง บริเวณนี้ ชาวบ้านได้นำผ้าแพรมาปูบนพื้นเพื่อให้พระองค์เดินผ่าน เมื่อพระองค์เดินผ่านไปแล้วชาวบ้านก็ได้ม้วนห่อผ้าแพรเก็บไว้ จนภายหลังคนไท ลื้อได้เรียกที่นี่ว่า เมือง หาน คำว่าหานในคำไทลื้อนั้นหมายถึงการม้วนห่อผ้า ท่านสามารถสัมผัสวิถีชีวิตและประเพณีของชาวไทลื้อ ลิ้มรสชาดอาหารปิ้งย่างที่เป็นอาหารพื้นเมืองของไทลื้อ

สวนม่านทิง หรือสวนบ้านถิ่น   ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเชียงรุ้ง มีอายุกว่า 1300 ปี ตั้งบนเนื้อที่ 1.54 หมื่นตารางเมตร จึงเป็นสวนที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองเชียงรุ้ง เมื่อก่อนสวนแห่งนี้เป็นสวนดอกไม้ของเจ้าผู้ปกครองแขวนสิบสองปันนา  เป็นสถานที่พักผ่อนของเจ้าแผ่นดินและขุนนางชั้นสูง  ด้านหน้าเป็นรูปปั้นทองเหลือของท่านนายก โจวเอินไหล ในชุดไทลื้อ ในมืออุ้มขันน้ำและใบมะกอกและเล่นสงกรานต์กับชาวบ้าน รูปปั้นสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงท่านเมื่อครั้งที่ท่านเดินทางมาที่สิบสองปัน นาและเล่นสงกรานต์กับชาวไทลื้อ ภายในสวนมีต้นโพธ์สองต้นซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างไทย – จีน ที่สมเด็จพระเทพฯได้ปลูกไว้เมื่อคราวที่ ท่านเสด็จเยือนเมืองเชียงรุ้ง ภายในสวนประกอบด้วย สวนป่าซึ่งมีต้นขี้เหล็กและต้นไม้ใหญ่มากมาย สระน้ำ กรงนกยูง และศาลาสำหรับพักผ่อน ด้านหลังของสวนม่านทิงมีเจดย์ขาว และเจดีย์แปดเหลี่ยมวัดหลวงเมืองลื้อ เป็นวัดนิกายหินยาน หรือเถรวาทซึ่งเป็นนิกายแรกของพุทธศาสนา และเป็นวัดนิการหินยานที่ใหญ่ที่สุดในจีน โดยการลงทุนก่อสร้างโดยบริษัทเอกชนพัฒนาการท่องเที่ยวหยวนห้าว จำกัด สิบสองปันนา ยูนนาน ด้วยเงินทุนถึง 350 ล้านหยวน  ท่านจะอิ่มตาอิ่มใจที่ได้มาไหว้พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดที่ประดิษฐานอยู่ใน แถบนี้  วัดแห่งนี้ยังเป็นที่แสดงวัฒนธรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมพื้นเมือง เป็นที่ตั้งวิทยาลัยของศาสนาพุทธนิกานเถรวาท เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมศาสนาพุทธนิกายเถรวาท และยังเป็นที่เก็บ"ชุมนุมพระคัมภีร์อักษรธรรมใบลาน" เพื่อให้ชาวไต หรือไทลื้ได้สืบค้นเรื่องราวบรรพบุรุษของตัวเอง วัดหลวงเมืองลื้อได้สร้างอย่างสวยงามบนเนื้อที่หลายพันไร่บนเชิงเขา ได้ผสมผสานศิลปะพุทธทั้งหินยาน มหายาน และทิเบต เดินชมรอบวัดจะเห็นท้าวจตุรบาลแบบจีนยืนตระหง่านอยู่สุดเชิงบันไดนาค เดินขึ้นไปที่พักช่วงแรกเป็นที่สถิตของพระพรหมสี่หน้าองค์ทอง เดินถัดขึ้นไปจะเห็นพระพุทธรูปปางประสูติเป็นรูปปั้นเด็กประทับยืนชี้นิ้ว ชี้ขึ้นฟ้าและลงดิน เหมือนเป็นปริศนาธรรม  ในตัวโบสถ์จะสัมผัสกลิ่นอายศิลปะผสมผสานกันระหว่างไทลื้อ พม่า ลาว ฝาผนังขนาดใหญ่เป็นจิตกรรมฝาผนังเล่าเรื่องพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติจนถึง ปรินิพพาน

สวนป่าดงดิบ  อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองเชียงรุ้ง ห่างจากตัวเมืองเชียงรุ้ง ๘ กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ราว 1.5หมื่นไร่ ในสวนเป็นป่าดงดิบ มีสภาพป่าเขตร้อนที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งมีพันธ์ไม้เขตร้อนและสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่ มีหมู่บ้าจำลองของชนกลุ่มน้อยในสิบสองปันนา และร้านอาหารเรือนรับรองแขกอยู่ภายในสวน มีการแสดงของชนพื้นเมืองและพิธีแต่งงานของชาวเขาเผ่าไอนี(อี้ก้อ) ประทับใจการแสดงการเลี้ยงนกยูงที่สวยงามน ชมการแสดงของสัตว์แสนรู้ เช่นเสือ หมี ลิ

 ข้อมูลเพิ่มเติม
     จุดชมวิว ห้วยทรายมาน อ.เชียงของ อยู่บริเวณ กม.12 ระยะทางจากทาง อ.เชียงแสน มุ่งหน้าเข้า อ.เชียงของ อีกราวๆ 13 กม. ด้านซ้ายมือจะเป็น อ่าว แม่น้ำโขง ที่มีขนาดกว้างกว่าลำน้ำโขงส่วนอื่นๆ  เป็น จุดชมวิวห้วยทรายมาน ซึ่งเป็นชื่เรียกลำห้วยที่ไหลทอดมาจากเทือกเขาสูง “ดอยหลวง”   ไหลลงสู่ลำโขงจุดชมวิวห้วยทรายมาน ตั้งอยู่บนยอดเขา สูง สามารถมองเห็นทิวทันศ์ระยะไกล มองเห็น 2 ฝั่งโขง ไทย – ลาว ใกล้ๆกันนั้นเป็นที่ตั้งของ หน่วยงานป่าไม้ สวนป่าห้วยทรายมาน ใครชอบนอนเต้นท์ จะลองเปลี่ยนบรรยากาศมานอนดอยแบบป่าๆที่ไม่ค่อยมีอะไรวุ่นวายก็ได้มองจากจุดชมวิวด้านบน จะเห็นด้านล่างเป็นอ่าวขนาดใหญ่กว่าปกติ ด้วยการคดเคี้ยว ไหลโค้งของลำน้ำโขง ที่ดูเหมือนจะเอียนเอียงเป็นใจฝั่งลาวเข้าไปทุกๆปี น้ำโขงที่คอยกัดเซาะตลิ่งฝั่งไทยให้พังทลายลงไปเรื่อยๆ ในทางตรงกันข้าม ฝั่งลาวก็มีดอนทรายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆปี ริมแม่น้ำโขงฝั่งไทย เป็นที่เพาะปลูกไร่เลื่อนลอยของชาวบ้านแถวๆนั้น ซึ่งได้แก่บ้าน เมืองกานญ์ บ้านห้วยเย็น บ้านใหม่ ( ต.ริมโขง ) ส่วนมากจะปลูกข้าวโพด และถั่ว สลับกันตามช่วงฤดู เพราะต้องคอยก่ะช่วงเก็บเกี่ยวให้พอดีกับหน้าฝน ที่จะมีประมาณน้ำเพิ่มมากขึ้น อีกหลายเมตร ซึ่งจะทำให้บริเวณฝั่งโขงที่เห็นเขียวพรึบตอนนี้เต็มไปด้วยน้ำโขงห้วยทรายมาณ เป็นท่าเรือ ท่าหาปลา มาช้านาน แต่ก่อนใครอยากซื้อปลาก็แวะหาซื้อได้ที่ท่า นี้ เรียกอีกอย่างว่า “ท่าปู่เจ๊ก” เพราะแถวนั้นเป็นบริเวณสุสานคนจีนด้วย แต่เดี๋ยวนี้ไม่รุ้ว่าจะมีชาวเรือออกหาปลาขายอยู่แถวนั้นอีกไหม ไม่ได้ไปนานแล้วริมแม่น้ำโขงฝั่งไทย เป็นที่เพาะปลูกไร่เลื่อนลอยของชาวบ้านแถวๆนั้น ซึ่งได้แก่บ้าน เมืองกานญ์ บ้านห้วยเย็น บ้านใหม่ ( ต.ริมโขง ) ส่วนมากจะปลูกข้าวโพด และถั่ว สลับกันตามช่วงฤดู เพราะต้องคอยก่ะช่วงเก็บเกี่ยวให้พอดีกับหน้าฝน ที่จะมีประมาณน้ำเพิ่มมากขึ้น อีกหลายเมตร ซึ่งจะทำให้บริเวณฝั่งโขงที่เห็นเขียวพรึบตอนนี้เต็มไปด้วยน้ำโขงห้วยทรายมาณ เป็นท่าเรือ ท่าหาปลา มาช้านาน แต่ก่อนใครอยากซื้อปลาก็แวะหาซื้อได้ที่ท่า นี้ เรียกอีกอย่างว่า “ท่าปู่เจ๊ก” เพราะแถวนั้นเป็นบริเวณสุสานคนจีนด้วย แต่เดี๋ยวนี้ไม่รุ้ว่าจะมีชาวเรือออกหาปลาขายอยู่แถวนั้นอีกไหม ไม่ได้ไปนานแล้ว

เส้นทางจากบ่อเต็น-หลวงน้ำทา
ออกจากบ่อหาญ เมืองหน้าด่านของจีนจากนั้นอีก 3-4 กิโลก็มาถึงบ่อเต็น เมืองหน้าด่านของลาวเช่นกัน เราใช้เวลาแวะเมืองนี้ค่อนข้างนาน เพราะยังมีเวลาอีกมาก จึงมีโอกาสแวะชมบ่อนกาสิโนของลาว ที่คนจีนมาลงทุน ขณะนี้มีเพียงบ่อนเดียว ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น อนาคตก็คาดว่าจะคึกคักไม่แพ้ปอยเป็ตด่านชายแดนเขมรติดกับอรัญประเทศ
มืองบ่อเต็น ไม่ต่างกับบ่อหาญ ที่เป็นเมืองใหม่ รองรับเส้นทางอินโดจีนสายใหม่เชื่อม 3 ประเทศ ระหว่างไทย - ลาว - จิน ปลายทางที่คุณหมิง เมื่อดูตามเส้นทางก็เชื่อได้ว่า จะมีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งใหม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนในเขตอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงรายและ บ้านห้วยทรายในเขตลาว ซึ่งปัจจุบันยังใช้เรือหางยาวและแพขนานยนต์ข้ามไปมา มื้อเที่ยงเราก็มาแวะที่ร้านอาหารเดิม ในเมืองหลวงน้ำทา แต่วันนี้เป็นวันทำงาน จึงมีโอกาสเห็นเด็กนักเรียนกลับบ้านไปทานอาหารเที่ยง ราวบ่ายโมงครึ่งก็จะมาเรียนกันต่อ ไกด์ลาวบอกว่า ในโรงเรียนไม่มีโรงอาหาร จึงต้องกลับมาทานที่บ้าน เว้นแต่พวกบ้านอยู่ไกลๆก็จะนำอาหารไปทานเอง การแต่งงกายของเด็กนักเรียนในลาวยังต้องนุ่งซิ่นตามกฏของกระทรวงวัฒนธรรม รวมไปถึงข้าราชการและลูกจ้างพนักงานทั่วไปด้วย หากใครนุ่งกางเกงไปติดต่อราชการก็จะไม่ได้รับการบริการ เพราะมีกฏว่าต้องแต่งกายตามที่กระทรวงวัฒนธรรมกำหนด จึงจะสามารถเข้าไปทำธุระหรือติดต่อกับส่วนราชการได้ การนุ่งซิ่นในลาวจึงเป็นเรื่องของการรักษาวัฒธรรม และยังเป็นระเบียบของทางราชการด้วย


รายการที่เกี่ยวข้อง

Tag : จีน, สิบสองปันนา, เมืองบ่อเต็น, ตลาดเช้าไทลื้อ, โชว์พาราณสี, หมู่บ้านกั่นหลั่นป้า, สวนม่านทิง, สวนป่าดงดิบ, หลวงน้ำทา

• ร่วมแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น : สิบสองปันนา

ผู้ใช้ทั่วไป
Add Photo +
 

ที่พักที่น่าสนใจ

ดูทั้งหมด